ชายผู้ชนะมะเร็ง! “สิงห์ทองน้อย ป.เตละกุล” กับการกลับมาเพื่อเกียรติยศและครอบครัว

กว่าจะก้าวถึงขั้นเป็นตำนานย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยทั่วไปแล้วเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่มักเต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทาย ซึ่งบางครั้งมันมากมายจนดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้ในการฟันฝ่า

สิงห์ทองน้อย ป.เตละกุล อดีตแชมป์มวยไทยหลายสมัย คือคนที่เพิ่งผ่านความทุกข์ยากแสนสาหัสนั้นมาสดๆร้อนๆ เด็กหนุ่มชาวไทยจากจังหวัดนครราชสีมา เติบโตมาด้วยการเผชิญกับความยากจนและผ่านประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าแสนลำบากในการดำเนินชีวิตให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน แต่ความจริงที่โหดร้ายกลับเป็นแรงผลักดันให้เขาต้องสู้เพื่อครอบครัว หันหน้าเข้าสู่วงการศิลปะการป้องกันตัวด้วยหวังให้มีอนาคตที่สดใส

“ผมช่วยเหลืองานบ้านพ่อแม่ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ หลังจากนั้นก็ฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวัน มันก็มีเหนื่อยและเบื่อบ้าง จนบางครั้งอยากเลิกก็มี แต่พอคิดถึงอนาคตของตัวเองและครอบครัว ผมก็ไม่สามารถหยุดมันได้ ผมต้องสู้ต่อเพื่อคนที่ผมรัก” สิงห์ทองน้อยกล่าว

แม้จะมีอุปสรรคด้านฐานะ แต่สิงห์ทองน้อยก็หาวิธีการฝึกฝนและเพิ่มโอกาสให้ตัวเองอยู่ตลอด “ผมฝึกซ้อมที่บ้านด้วยการเตะกระสอบข้าวสารที่บรรจุทรายข้างใน นอกจากนี้ผมยังไปซ้อมที่ศาลาหมู่บ้านกับเด็กคนอื่นๆด้วย” เขากล่าวเสริม

ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท ความสำเร็จกลายเป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือทั้งสองข้างของตัวเอง สิงห์ทองน้อยกลายเป็นหนึ่งในนักมวยไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ โดยได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมายตลอดอาชีพของเขา เช่น แชมป์เวทีลุมพินี

สไตล์การชกที่ดุดันบนเวทีทำให้เขาเป็นที่รู้จักทั้งวงการ สิงห์ทองน้อยปราบมวยไทยระดับซูเปอร์สตาร์หลายราย และมีสถิติขึ้นสังเวียนอาชีพกว่า 300 ครั้ง แต่เมื่อถึงช่วงบั้นปลายของอาชีพนักมวยไทย ดูเหมือนชีวิตเขาต้องแย่ลง มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาถึงต้องกลับบ้านไปขายนมแพะเพื่อเลี้ยงปากท้อง แต่โชคดีที่สิงห์ทองน้อยได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมทีม Evolve MMA ของสิงคโปร์ ในฐานะอาจารย์ผู้สอน และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็สามารถเลี้ยงดูครอบครัวของเขาได้อย่างที่ปรารถนา

ในขณะที่สิ่งต่างๆกำลังไปได้ดี ชีวิตของสิงห์ทองน้อยก็พบจุดเปลี่ยน ข่าวร้ายคือเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูกระยะที่สาม “ผมอึ้งและไม่อยากเชื่อเลย” เขากล่าว “ผมเริ่มร้องไห้ ผมทำใจไม่ได้ และคิดว่าต้องตายแน่ๆ”

“ก้อนมะเร็งมีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มันเดินผ่านช่องจมูกของผมทั้งหมด ลามลงไปต่อมน้ำเหลืองที่คอ” สิงห์ทองน้อยอธิบาย จากนั้นสิงห์ทองน้อยต้องผ่านขั้นตอนทางการแพทย์หลายแห่งในสิงคโปร์เพื่อรักษาอาการที่ได้ชื่อว่าเข้าขั้นรุนแรง

“หลังจากที่รักษาด้วยรังสีและเคมีบำบัด ด้านในคอของผมเจ็บ ส่วนลำคอด้านนอกถูกรังสีเผาไหม้ไปทั่ว ตอนนั้นแค่เดินยังยาก มันอยากจะอ้วกออกมาตลอดเวลา” เขาเล่าความหลัง

แต่กำลังใจจากเพื่อนร่วมทีม, พรรคพวก และครอบครัว ทำให้สิงห์ทองน้อยมีกำลังใจ และความคิดด้านลบต่างๆก็ไม่ทำให้เขารู้สึกแย่เลย ภายหลังจากได้รับการรักษาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหมดค่ารักษาในแต่ละเดือนไปมากมาย แพทย์ก็แจ้งข่าวดีว่าเจ้ามะเร็งร้ายได้อันตรธานไปเรียบร้อยแล้ว

“ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นอนาคตของตัวเองและครอบครัวอีกครั้ง” เขากล่าว ซึ่งจากการต่อสู้กับโรคมะเร็งครั้งนี้ สิงห์ทองน้อยได้เรียนรู้ว่าชีวิตมีคุณค่าเหลือเกิน “สิ่งสำคัญคือต้องรักตัวเอง และดูแลคนที่คุณรักให้มากๆ เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าจะตายเมื่อไร” เขากล่าวเสริม

หลังจากเอาชนะความเจ็บป่วยร้ายแรง มวยไทยก็เหมือนจะถูกแยกจากสิงห์ทองน้อยไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนชีวิตก็มาอีกรอบ เมื่อสิงห์ทองน้อยเหมือนถูกปลุกจิตวิญญาณขึ้นมาพร้อมการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเล่นกีฬาที่เขารักอีกครั้ง

โดยสิงห์ทองน้อยจะกลับมาขึ้นสังเวียนในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ กับศึก ONE Super Series อีกหนึ่งเวทีระดับโลกของ ONE Championship ซึ่งเป็นรายการที่รวมนักกีฬาที่ดีที่สุดในโลกมาดวลกัน ภายใต้นามของศิลปะป้องกันตัวที่สวยงามฉบับเอเชีย

ด้วยวัย 37 ปี ตำนานชาวไทยจะได้เปิดตัวด้วยการพบกับ Joseph Lasiri หนุ่มบ้าพลังชาวอิตาลี ภายใต้ชื่อการแข่งขันอย่างเป็นทางการว่า ONE: UNSTOPPABLE DREAMS ที่จะระเบิดความมันส์ ณ สิงคโปร์ อินดอร์ สเตเดี้ยม

ครั้งนี้สิงห์ทองน้อยจะได้รับโอกาสแสดงฝีมืออันน่าทึ่งของเขา ต่อหน้าคนดูมากที่สุดในชีวิตด้วย จากทั้งหมดที่ผ่านมาของสิงห์ทองน้อย เขายังเชื่อว่าการจะเป็นนักกีฬาที่แท้จริง คือคุณต้องสู้เพื่อคนที่คุณรักให้ได้

“ผมเชื่อว่านักกีฬาศิลปะป้องกันตัวที่ยิ่งใหญ่ คือคนที่รู้จักหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง, ต้องเป็นคนที่มีระเบียบวินัย, ฝึกซ้อมตามตาราง และทุ่มเทอย่างหนัก” เขากล่าว

“ตลอดเส้นทางอาชีพของผม ครอบครัวคอยผลักดันและเป็นแรงบันดาลใจเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น ผมทำทุกอย่างก็เพื่ออนาคตที่ดีของพวกเขา นั่นคือพลังให้ผมก้าวต่อนับตั้งแต่จุดเริ่มต้น” สิงห์ทองน้อยกล่าวเสริม

สิงห์ทองน้อยยืนยันว่าเขาไม่จำเป็นต้องมีแรงจูงใจอื่นในการคว้าชัยชนะ เพราะทั้งหมดที่เขาต้องทำบนเวที คือการสะท้อนประสบการณ์ของเขาตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาว่ายากลำบากเพียงใด และเพื่อครอบครัวที่เฝ้าชมจากที่บ้าน

“ผมจะสู้เพื่ออนาคตของตัวเอง นั่นคือวิธีที่ดีที่สุด วันที่ 18 พฤษภาคม ที่สิงคโปร์ ผมจะทำเต็มที่และเป็นฝ่ายชนะ” เขาให้สัญญาทิ้งท้าย